1. เพื่อบรรเทาและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขัง: ช่วยเร่งการระบายน้ำ ชะลอการท่วมขังในพื้นที่ชุมชน และลดความเสียหายจากน้ำท่วม
2. เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งและเพิ่มแหล่งน้ำสำรอง: กักเก็บน้ำไว้ใต้ดินเพื่อรองรับการใช้งานสำหรับอุปโภค บริโภค และทำการเกษตรในช่วงขาดแคลน
3. เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศและชั้นน้ำใต้ดิน: ยกระดับชั้นน้ำใต้ดินและสร้างความชุ่มชื้นสัมพัทธ์ในดินอย่างยั่งยืน
4. เพื่อกักเก็บน้ำให้สอดคล้องกับข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์: แก้ปัญหาพื้นที่ที่ไม่สามารถสร้างเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ได้ เช่น พื้นที่ราบสูงของภาคอีสาน
5. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการน้ำด้วยทรัพยากรเดิม: ใช้วิธีฟื้นฟูขุดลอกแหล่งน้ำเดิมที่มีอยู่ ร่วมกับการผสานระบบบ่อเปิดและบ่อปิด โดยไม่ต้องลงทุนสร้างสิ่งก่อสร้างใหม่เกินความจำเป็น
6. เพื่อยกระดับสุขภาวะและความเป็นอยู่ของชุมชน: ป้องกันปัญหาน้ำเน่าเสีย ส่งเสริมความผาสุก และเป็นกลไกขับเคลื่อนชุมชนอย่างยั่งยืน
ปัญหาฝนตกน้ำท่วมและฝนแล้งน้ำแห้งขอด ถือเป็นวิกฤตการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นซ้ำซากในทุกๆ พื้นที่และทุกๆ ปี ท่ามกลางความท้าทายนี้ คำตอบของการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนกลับซ่อนอยู่ใต้ผืนดิน นั่นคือ “นวัตกรรมธนาคารน้ำใต้ดิน” ซึ่งเปรียบเสมือนทางรอดสำคัญของชุมชนในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ
องค์การบริหารส่วนตำบลหนองหมี มีพื้นที่รับผิดชอบทั้งหมด 39.65 ตารางกิโลเมตร โดยเป็นพื้นที่นอกเขตชลประทาน ส่งผลให้ต้องประสบปัญหาวิกฤตภัยแล้งและน้ำท่วมขังซ้ำซากเรื่อยมา หากปีใดมีปริมาณฝนมาก น้ำก็จะท่วมขัง แต่หากไร้ฝน พื้นที่ก็จะแห้งแล้งทันที ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงระยะหลังปัญหานี้ได้บานปลายกลายเป็นวิกฤตสุขอนามัยในท้องถิ่น เกิดปัญหาน้ำเน่าเสีย นำไปสู่การแพร่ระบาดของโรคท้องร่วงและโรคไข้เลือดออก สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก
จากวิกฤตดังกล่าว จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการแสวงหาทางออกอย่างจริงจัง โดย อบต.หนองหมี ได้นำนวัตกรรมธนาคารน้ำใต้ดินเข้ามาใช้ ซึ่งเป็นแนวคิดที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง ด้วยหลักการ "เปลี่ยนน้ำทิ้งให้เป็นน้ำเก็บ โดยการส่งน้ำลงสู่ชั้นใต้ดิน" การดำเนินงานครั้งนี้เกิดจากการบูรณาการ 2 แนวคิดหลัก ได้แก่ แนวคิดอ่างเก็บน้ำใต้ดินตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ร่วมกับ องค์ความรู้ธนาคารน้ำใต้ดินขององค์หลวงพ่อสมาน สิริปัญโญ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ปฏิบัติจริงในพื้นที่
ด้วยจุดเด่นขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองหมีที่มีความเข้มแข็งในเรื่อง "พลังความร่วมมือของชุมชน" กระบวนการทำงานจึงเริ่มต้นขึ้นจากการสร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน โดยเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 ได้มีการจัดประชุมประชาคมขึ้นทั้งตำบล ประกอบด้วย ผู้นำชุมชน (หมู่บ้านละ 5 คน) กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ข้าราชการท้องถิ่น และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล เพื่อร่วมกันหารือ วางแนวทาง แสวงหางบประมาณ และสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในตำบล ให้ทุกคนได้เรียนรู้และเติบโตไปพร้อมๆ กัน
หลังจากสร้างกระบวนการรับรู้ร่วมกันแล้ว ได้มีการส่งเสริมให้ตัวแทนในชุมชนเข้าร่วมการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่องการทำ "บ่อปิด" เพื่อให้เกิดองค์ความรู้ที่ถูกต้อง ผลปรากฏว่าองค์ความรู้ดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่และขยายผลอย่างกว้างขวาง ประชาชนในตำบลเกิดความเข้าใจจากการทำประชาคมในแต่ละชุมชน และนำไปสู่การร่วมมือร่วมใจกันลงมือทำบ่อปิดในระดับครัวเรือนและชุมชน ขณะเดียวกัน ในส่วนของการทำ "บ่อเปิด" ขนาดใหญ่ พื้นที่ได้รับเงินอุดหนุนสนับสนุนจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เป็นจำนวนเงิน 4,000,000 บาท เพื่อนำมาใช้ขับเคลื่อนโครงการให้สมบูรณ์
ความสำเร็จของนวัตกรรมธนาคารน้ำใต้ดิน องค์การบริหารส่วนตำบลหนองหมี ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งนอกเขตชลประทานได้อย่างเห็นผล แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่า “ธนาคารน้ำใต้ดินไม่ใช่แค่การเก็บน้ำ แต่คือการเก็บชีวิต ความหวัง และอนาคตของชุมชน” อย่างแท้จริง
1. การเข้าใจข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ของภาคอีสาน: พื้นที่ภาคอีสานเป็นที่ราบสูงและแบนราบ ทำให้สร้างเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ได้ยากกว่าภาคเหนือที่มีภูเขาล้อมรอบ การกักเก็บน้ำไว้ใต้ดินจึงเป็นทางออกที่ตอบโจทย์โครงสร้างทางกายภาพของพื้นที่
2. การแก้ปัญหาแบบบูรณาการทั้งภัยแล้งและน้ำท่วม: ปัญหาน้ำท่วมหนักและภัยแล้งมักเกิดขึ้นสลับกันในห้วงเวลาใกล้เคียงกัน การทำธนาคารน้ำใต้ดินช่วยชะลอน้ำท่วมขังในช่วงฝนตก และกักเก็บน้ำไว้ใช้เติมเต็มในช่วงขาดแคลน
3. การผสมผสานระบบบ่อเปิดและบ่อปิด: การบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพต้องใช้ทั้งสองระบบควบคู่กัน โดยระบบบ่อปิดเน้นจัดการน้ำขังในระดับครัวเรือน/ชุมชน ส่วนระบบบ่อเปิด (เช่น การผันน้ำสระประจำหมู่บ้าน และบ่อลมผันทิศทางน้ำใต้ดิน) เน้นกักเก็บและเติมน้ำลงสู่ชั้นใต้ดินระดับพื้นที่
4. การฟื้นฟูและต่อยอดทรัพยากรเดิม: ใช้วิธีการขุดลอกและปรับปรุงแหล่งน้ำเดิมที่มีอยู่แล้วในชุมชน (เช่น สระหนองหมี หมู่ 1) เพื่อทำเป็นระบบผันน้ำลงใต้ดิน โดยไม่ต้องลงทุนสร้างสิ่งก่อสร้างใหม่ที่เกินความจำเป็น
5. ผลประโยชน์ 3 มิติหลักของการกักเก็บน้ำใต้ดิน:
1) ด้านน้ำท่วม: ช่วยเร่งการระบายและลดปัญหาน้ำท่วมขังในพื้นที่ชุมชน
2) ด้านภัยแล้ง: เพิ่มแหล่งน้ำสำรองสำหรับอุปโภค บริโภค และทำการเกษตร
3) ด้านระบบนิเวศ: ช่วยยกระดับชั้นน้ำใต้ดินและสร้างความชื้นสัมพัทธ์ในดินอย่างยั่งยืน
5. ต้นแบบการจัดการโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.): แสดงให้เห็นว่า อปท. ขนาดเล็กก็สามารถกลายเป็นต้นแบบความสำเร็จระดับภูมิภาค และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนสุขภาวะของชุมชนได้ผ่านนวัตกรรมการจัดการน้ำ