แหล่งเรียนรู้: สถานที่
ท่องเที่ยว: วัฒนธรรม

พิพิธภัณฑ์หนังประโมทัย

ต.โพนทัน อ.คำเขื่อนแก้ว จ.ยโสธร
18 วิว
อัปเดตล่าสุด: 14/08/2026
รูปภาพ
ข้อมูลแหล่งเรียนรู้ / ท่องเที่ยว
สาระการเรียนรู้ / จุดเด่น
เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม มีการรวบรวมองค์ความรู้ด้านศิลปะการแสดงพื้นบ้านหนังประโมทัย และเป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมที่สำคัญของตำบลโพนทัน อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร
ที่ตั้งรายละเอียด
บ้านโพนทัน หมู่ที่ 1 ตำบลโพนทัน อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร
เวลาให้บริการ
08.30-16.30 ในเวลาราชการ
การเดินทาง
รถยนต์ส่วนตัว/รถประจำทาง
วิทยากร / ปราชญ์
นายเชษฐา ประกอบแสง
รายละเอียดเนื้อหา
1
วัตถุประสงค์
เป็นสถานที่รวบรวมองค์ความรู้ด้านศิลปะการแสดงพื้นบ้านหนังประโมทัย และเป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมที่สำคัญของตำบลโพนทัน อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร
2
ประวัติความเป็นมา
ประวัติความเป็นมาของหนังประโมทัย ในเรื่องราวประวัติความเป็นมาของหนังประโมทัยนั้น ปรากฏว่าไม่มีการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เป็นหลักฐานที่แน่นอน จะมีเพียงแต่ข้อสันนิษฐานและคำบอกเล่าสืบต่อกันมามีข้อสันนิษฐานบางแห่งว่า หนังตะลุงภาคอีสาน เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2468 จากการเลียนแบบหนังตะลุงคณะที่ไปจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา บางแห่งสันนิษฐานว่า เกิดจากการที่ชาวอีสานเดินทางไปทำงานและอยู่อาศัยทางภาคกลางและได้เห็นหนังตะลุงภาคใต้ที่ชาวใต้นำขึ้นมาแสดงที่กรุงเทพฯ เลยจำแบบอย่างมาดัดแปลงให้เข้ากับท้องถิ่นของตนเอง และในที่สุด ก็เริ่มมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ด้วยการเอาหมอลำมาผสมผสานเข้ากับหนังตะลุง จึงเชื่อว่า หนังตะลุงภาคอีสานนั้น เกิดหลังจากหนังตะลุงภาคอื่นๆที่เขามีกันมาแล้ว จากประวัติความเป็นมา พัฒนาขึ้นมาจากการรับเอาอิทธิพลของหนังตะลุงภาคใต้ ทั้งที่ได้รับจากภาคใต้โดยตรง และรับเอามาจากหนังตะลุงภาคกลางที่เกิดจากหนังตะลุงภาคใต้อีกต่อหนึ่งข้อสันนิษฐานอีกข้อหนึ่ง เชื่อว่า หนังประโมทัยอีสานนั้น มีศูนย์กลางอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานีเป็นศูนย์กลางแห่งแรก คณะหนังประโมทัยที่เก่าแก่ที่สุดคือ คณะฟ้าบ้านทุ่ง ซึ่งตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๗ คณะหนังประโมทัยที่เก่าแก่รองลงมา ได้แก่ คณะบุญมี ซึ่งมาจากจังหวัดอุบลราชธานีและมาตั้งคณะขึ้นในจังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๗ คณะประกาศสามัคคี ตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2490 นอกจากนี้ยังมีคณะ ช . ถนอมศิลป์ บ้านโคกสี ตำบลโพธิ์ทอง กิ่งอำเภอศรีสมเด็จ และคณะ ป.บันเทิงศิลป์ บ้านสีแก้ว ตำบลสีแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด หนังประโมทัยของพ่อใหญ่ถัง อำเภอน้ำพองจังหวัดขอนแก่น คณะหนังประโมทัยบ้านสระแก้ว อำเภอบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น เป็นหมู่บ้านที่มี หนังตะลุงมากที่สุด คือมีอยู่ ๔ คณะ และได้รับการว่าจ้างไปแสดงอยู่เรื่อยๆ โดยเฉพาะคณะเพชรขอนแก่น คณะอ.จินดา และคณะลุงก้อน จะได้รับความนิยมมาก จากคำบอกเล่าถึงความเป็นมาของคณะหนังตะลุงบ้านสระแก้วนี้ ทำให้ทราบว่า ในราวปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ได้มีหนังประโมทัยมาจากบ้านฟ้าเหลื่อม อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ได้มาเปิดทำการแสดงที่บ้านสระแก้ว ได้รับความนิยมจากชาวบ้านสระแก้วเป็นจำนวนมาก และได้มีชาวบ้านสระแก้วคนหนึ่งชื่อ นายสอน ไชยบุตร ซึ่งเคยไปทำงานรับจ้างอยู่ที่จังหวัดพัทลุง และได้เรียนรู้การทำตัวหนังและวิธีการแสดงหนังตะลุงของภาคใต้ และกลับมาอยู่ที่บ้านสระแก้ว เมื่อได้เห็นการแสดงของคณะหนังประโมทัยบ้านฟ้าเหลื่อม จึงเกิดความคิดที่อยากจะทดลองฝึกหัดการแสดงหนังประโมทัยขึ้น โดยพยายามประยุกต์วิธีการแสดงต่างๆของหนังตะลุงภาคใต้ให้เข้ากับสภาพทางสังคม วัฒนธรรมของหมู่บ้านอีสาน จึงได้รวบรวมกลุ่มกับชาวบ้านทำการฝึกซ้อมการแสดงหนังประโมทัยของบ้านสระแก้วขึ้น ภายหลังจากการฝึกซ้อมไม่นานนัก ก็ได้เริ่มออกทำการแสดง ในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ เป็นค่าตอบแทน ส่วนเหตุผลที่สำคัญของทางคณะในการแสดงหนังประโมทัยเพื่อขอพริกนั่นก็คือ คณะหนังประโมทัยของบ้านสระแก้วยังไม่มีชื่อเสียงเพิ่งออกทำการแสดง ดังนั้นการเรียกเก็บค่าแสดงเป็นตัวเงินจึงไม่เหมาะสมนัก อย่างไรก็ตามในการออกเร่แสดงหนังประโมทัยเพื่อขอพริกนั้น ปรากฏว่าในการแสดงแต่ละครั้งสามารถขอพริกได้ครั้งละ ๓-๔ กระสอบ (กระสอบละประมาณ ๔๐ กิโลกรัม) แล้วนำมาขายที่ตลาดอำเภอชุมแพ ต่อมาคณะหนังประโมทัยของนายสอน ก็ได้ปิดตัวลง หลังจากที่เปิดแสดงไปได้เพียง 5 ปี เท่านั้น ทั้งนี้ สืบเนื่องมาจากว่าภรรยาของนายสอนได้เสียชีวิตลงอย่างกะทันหัน ทำให้นายสอนเสียใจมากและประกาศเลิกแสดงหนังประโมทัยอย่างเด็ดขาด ทำให้คณะหนังประโมทัยบ้านสระแก้ว ปิดตัวลง ในปี พ.ศ. ๒๕๐๕ นั่นเอง ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๑๖ ได้มีลูกศิษย์ที่เคยอยู่กับคณะหนังประโมทัยของนายสอน จำนวน ๓ คน คือ นายสงวน นายสมโภชน์ และนายชวน ได้รวมตัวกันรื้อฟื้นและตั้งคณะหนังประโมทัยของบ้านสระแก้วขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ทำการออกเร่แสดงไปที่ต่างๆ โดยใช้ชื่อคณะว่า เพชรขอนแก่น มาจนถึงทุกวันนี้ และคณะหนังตะลุงคณะอื่นๆก็เกิดขึ้นมาตามลำดับ องค์ประกอบของหนังประโมทัย คณะเพชรโพนทัน ๑.ผู้แสดง โดยทั่วไปหนังประโมทัยคณะหนึ่งๆจะประกอบด้วยผู้แสดง ๕-๑๐ คน แบ่งออกเป็นคนเชิดหนัง ๒-๓ คน หัวหน้าคณะมักจะทำหน้าที่เชิดหนัง และพากย์หนัง(เจรจา)ไปพร้อมๆกัน หรือบางครั้งอาจจะทำหน้าที่พากย์โดยไม่ได้เชิดหนัง โดยมีคนพากย์ (คนเจรจา) เป็นชายจริง หญิงแท้ บางคณะใช้ผู้ชายพากย์ ดังนั้นผู้ที่ทำหน้าที่พากย์(เจรจา) อย่างเดียวในคณะหนัง ประโมทัยจึงไม่ค่อยมีมากนัก ส่วนคนเล่นดนตรีจะมี ประมาณ ๓-๕ คน หรือขึ้นอยู่กับจำนวนของเครื่องดนตรี โดยทั่วไปแล้วในคณะหนังประโมทัยใช้ผู้แสดงน้อย ดังนั้นทุกคนจึงต้องทำหน้าที่ช่วยกันหลายอย่าง และช่วยเหลือกันอย่างเต็มที่ องค์ประกอบของหนังประโมทัย องค์ประกอบของหนังประโมทัย คณะรุ่งเรือง ผู้แสดง โดยทั่วไปหนังประโมทัยคณะหนึ่งๆจะประกอบด้วยผู้แสดง ๕-๑๐ คน แบ่งออกเป็นคนเชิดหนัง ๒-๓ คน หัวหน้าคณะมักจะทำหน้าที่เชิดหนัง และพากย์หนัง(เจรจา)ไปพร้อมๆกัน หรือบางครั้งอาจจะทำหน้าที่พากย์โดยไม่ได้เชิดหนัง โดยมีคนพากย์ (คนเจรจา) เป็นชายจริง หญิงแท้ บางคณะใช้ผู้ชายพากย์ ดังนั้นผู้ที่ทำหน้าที่พากย์(เจรจา) อย่างเดียวในคณะหนัง ประโมทัยจึงไม่ค่อยมีมากนัก ส่วนคนเล่นดนตรีจะมี ประมาณ ๓-๕ คน หรือขึ้นอยู่กับจำนวนของเครื่องดนตรี
3
องค์ความรู้
หนังประโมทัย (หรือที่ชาวอีสานมักเรียกกันติดปากว่า "หนังบักตื้อ") เป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านที่เกิดจากการผสมผสานทางวัฒนธรรมอย่างลงตัว จะสามารถแบ่งออกเป็นมิติต่างๆดังนี้ 1. มิติด้านประวัติศาสตร์และพัฒนาการ (History & Evolution) การผสมผสานข้ามถิ่น: หนังประโมทัยเกิดจากการรับเอาอิทธิพลของ "หนังตะลุง" จากภาคใต้และภาคกลาง เข้ามาผสมผสานกับศิลปะการแสดงพื้นบ้านอีสานอย่าง "หมอลำ" การปรับตัวเข้ากับบริบท: เมื่อเข้ามาสู่ภาคอีสาน ได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เข้ากับวิถีชีวิตชาวอีสาน ทั้งในเรื่องของภาษา ดนตรี และมุกตลก เพื่อให้เข้าถึงผู้ชมในพื้นที่ได้ง่ายขึ้น 2. มิติด้านศิลปกรรมการแสดงและโสตทัศนศิลป์ (Performing & Audio-Visual Arts) องค์ประกอบภาพ (Visuals): ใช้ตัวหนังที่แกะสลักจากแผ่นหนังวัวหรือหนังควาย เชิดทาบกับจอผ้าขาวโดยมีแสงไฟส่องจากด้านหลัง (สมัยก่อนใช้ไต้หรือตะเกียง ปัจจุบันใช้หลอดไฟ) ทำให้เกิดเป็นเงาเคลื่อนไหว ซึ่งเป็นเทคนิคการเล่าเรื่องด้วยภาพ (Visual Storytelling) แบบดั้งเดิม องค์ประกอบเสียง (Audio): ดนตรีประกอบ: ใช้เครื่องดนตรีอีสานเป็นหลัก เช่น แคน พิณ ซอ โปงลาง และกลองยาว บรรเลงจังหวะหมอลำที่สนุกสนาน บทพากย์และบทเจรจา: ใช้ภาษาถิ่นอีสาน ผู้พากย์ (หรือหมอลำ) ต้องมีปฏิภาณไหวพริบสูง สามารถพากย์เสียงตัวละครได้หลากหลาย และสามารถร้องกลอนลำได้อย่างไพเราะ 3. มิติด้านการสร้างสรรค์ตัวละครและเรื่องเล่า (Characters & Narratives) ตัวละครเอก (Character Design): ตัวละครที่เป็นภาพจำและสร้างสีสันที่สุดคือ "บักตื้อ" (มักมีรูปร่างอ้วน พุงพลุ้ย) และ "บักป่อง" ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวตลกคอยสร้างเสียงหัวเราะและเชื่อมโยงเรื่องราวเข้ากับเหตุการณ์ปัจจุบัน เนื้อเรื่อง (Storyline): นิยมนำวรรณกรรมท้องถิ่นอีสาน เช่น สินไซ (สังข์ศิลป์ชัย) ผาแดงนางไอ่ รวมถึงวรรณคดีชั้นครูอย่าง รามเกียรติ์ (ฉบับอีสานเรียกว่า พระลักษมณ์พระราม) มาจัดทำเป็นบทละคร โดยแบ่งเป็นฉากๆ (Scenes) อย่างชัดเจน 4. มิติด้านสังคมและคติชนวิทยา (Social & Folkloric Value) พื้นที่ทางสังคม: มักจัดแสดงในงานบุญประเพณีของอีสาน เช่น งานบุญผะเหวด งานบุญกฐิน หรืองานฉลองต่างๆ เป็นมหรสพที่สร้างความบันเทิงและดึงดูดผู้คนให้มารวมตัวกัน การสอดแทรกค่านิยม: ผ่านบทเจรจาของตัวตลก หนังประโมทัยมักทำหน้าที่วิพากษ์วิจารณ์สังคมอย่างขบขัน สอดแทรกคำสอนทางพุทธศาสนา และสะท้อนวิถีชีวิตของชาวอีสานในยุคนั้นๆ
สิ่งอำนวยความสะดวก
100
รองรับ (คน)
20
ที่จอดรถ (คัน)
4
ห้องน้ำ (จุด)
10
โต๊ะ (ตัว)
100
เก้าอี้ (ตัว)
ช่องทางการติดต่อ
ผู้ประสานงาน
นางสาวอภิญญา พาสุข
เบอร์โทรศัพท์
LINE ID
-
Facebook
-
TikTok
-
สแกนเลย!
QR Code
สแกน QR Code
เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติมผ่านมือถือ
http://yaso.dole.go.th/tmap/detail.php?id=217

สถานที่อื่นๆ ที่น่าสนใจ

ค้นพบและเรียนรู้สถานที่เพิ่มเติมในจังหวัดยโสธร