แหล่งเรียนรู้: บุคคล

เกษตรผสมผสาน

ต.ดงมะไฟ อ.ทรายมูล จ.ยโสธร
12 วิว
อัปเดตล่าสุด: 13/07/2026
รูปภาพ
ข้อมูลแหล่งเรียนรู้ / ท่องเที่ยว
สาระการเรียนรู้ / จุดเด่น
-
ที่ตั้งรายละเอียด
109 หมู่2 ตำบลดงมะไฟ อำเภอทรายมูล จังหวัดยโสธร
เวลาให้บริการ
ติดต่อสอบถาม
การเดินทาง
-
วิทยากร / ปราชญ์
นางแสงจันทร์ บุตสาทำ
รายละเอียดเนื้อหา
1
วัตถุประสงค์
วัตถุประสงค์การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ ๑.เพื่อศึกษาและเรียนรู้หลักการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์โดยไม่ใช้ดิน ๒.เพื่อผลิตผักที่สะอาด สด ปลอดภัย และมีคุณภาพสำหรับบริโภค ๓.เพื่อส่งเสริมการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะพื้นที่จำกัด เช่น บ้าน โรงเรียน หรือชุมชน ๔.เพื่อเรียนรู้การจัดการน้ำ ธาตุอาหาร แสง และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช ๕.เพื่อช่วยลดการใช้สารเคมีและส่งเสริมการผลิตผักที่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค ๖.เพื่อสร้างอาชีพและเพิ่มช่องทางในการสร้างรายได้ให้แก่ผู้ปลูก ๗.เพื่อส่งเสริมการนำวัสดุและอุปกรณ์ที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้ในการปลูกผัก ๘.เพื่อพัฒนาทักษะการบริหารจัดการต้นทุน การผลิต และการจำหน่ายผลผลิต ๙.เพื่อส่งเสริมการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากระบบไฮโดรโปนิกส์สามารถหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ได้
2
ประวัติความเป็นมา
ประวัติความเป็นมาของการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ (Hydroponics) เป็นรูปแบบการปลูกพืชโดย ไม่ใช้ดิน แต่ให้รากพืชได้รับน้ำและธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตโดยตรง แนวคิดพื้นฐานมาจากการศึกษาว่าพืชสามารถเจริญเติบโตได้จากน้ำ แร่ธาตุ และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยดินเป็นแหล่งธาตุอาหารโดยตรง จุดเริ่มต้นของแนวคิด แนวคิดการปลูกพืชในน้ำมีมานานแล้ว มีหลักฐานและเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการปลูกพืชในระบบน้ำ เช่น สวนลอยแห่งบาบิโลน และระบบการปลูกพืชในน้ำของชาวแอซเท็ก อย่างไรก็ตาม ระบบเหล่านี้ยังไม่ใช่ไฮโดรโปนิกส์สมัยใหม่โดยตรง แต่สะท้อนให้เห็นถึงการนำระบบน้ำมาใช้ในการเพาะปลูก ต่อมาในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17–19 นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาการเจริญเติบโตของพืชและพบว่า พืชต้องการธาตุอาหารแร่ธาตุที่จำเป็น เช่น ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม รวมถึงธาตุอาหารอื่น ๆ เพื่อใช้ในการเจริญเติบโต ความรู้ดังกล่าวเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาระบบปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน การพัฒนาเป็นไฮโดรโปนิกส์สมัยใหม่ ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 มีการพัฒนาเทคนิคการปลูกพืชโดยใช้น้ำผสมสารละลายธาตุอาหารอย่างเป็นระบบมากขึ้น โดยนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยได้ทดลองปลูกพืชในสารละลายธาตุอาหารและวัสดุปลูกต่าง ๆ คำว่า “Hydroponics” มาจากคำว่า Hydro หมายถึง “น้ำ” และ Ponos หมายถึง “การทำงานหรือการเพาะปลูก” แนวคิดดังกล่าวได้รับการพัฒนาและเผยแพร่อย่างกว้างขวางในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 จนกลายเป็นเทคโนโลยีการเกษตรรูปแบบหนึ่ง การปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์ได้รับความสนใจมากขึ้นเนื่องจากสามารถปลูกพืชในพื้นที่ที่มีดินไม่เหมาะสม พื้นที่จำกัด หรือพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำได้ และสามารถควบคุมปัจจัยต่าง ๆ เช่น น้ำ ธาตุอาหาร และสภาพแวดล้อมได้อย่างแม่นยำ การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ในประเทศไทย ประเทศไทยเริ่มมีการนำเทคโนโลยีการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินเข้ามาศึกษาและทดลองมากขึ้นในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 20 ต่อมามีการนำมาประยุกต์ใช้ในเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะการปลูกผักสลัด ผักกาด และผักใบชนิดต่าง ๆ ปัจจุบันการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ได้รับความนิยมทั้งในระดับครัวเรือน โรงเรียน สถานศึกษา กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และเกษตรกร เนื่องจากสามารถผลิตผักได้ในพื้นที่จำกัด ใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถควบคุมสภาพแวดล้อมในการผลิตได้ ความสำคัญในปัจจุบัน การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ถือเป็นแนวทางหนึ่งของ เกษตรกรรมสมัยใหม่ ที่สามารถนำเทคโนโลยีมาผสมผสานกับความรู้ด้านการเกษตร ช่วยให้สามารถผลิตผักได้อย่างต่อเนื่อง ใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่า และสามารถวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด นอกจากนี้ยังสามารถนำมาพัฒนาเป็น อาชีพเสริมและอาชีพหลัก สร้างรายได้ให้แก่ครัวเรือนและชุมชน รวมทั้งเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับผู้ที่สนใจการเกษตรสมัยใหม่และการสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน
3
องค์ความรู้
องค์ความรู้เกี่ยวกับการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ (Hydroponics) เป็นการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน โดยให้รากพืชได้รับน้ำและธาตุอาหารที่จำเป็นผ่านสารละลายธาตุอาหาร ซึ่งผู้ปลูกสามารถควบคุมปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืชได้อย่างเหมาะสม 1. การเลือกชนิดผัก ควรเลือกผักที่เหมาะสมกับระบบไฮโดรโปนิกส์ เช่น ผักสลัด กรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค คอส ผักกาดหอม คะน้า และผักบุ้ง โดยควรเลือกพันธุ์ที่แข็งแรง เจริญเติบโตเร็ว และเหมาะกับสภาพอากาศในพื้นที่ 2. การเตรียมเมล็ดพันธุ์ คัดเลือกเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพและมีอัตราการงอกดี นำเมล็ดมาเพาะในวัสดุเพาะ เช่น ฟองน้ำหรือวัสดุที่เหมาะสม ให้ได้รับความชื้นและแสงอย่างเพียงพอ เมื่อต้นกล้าแข็งแรงจึงย้ายเข้าสู่ระบบปลูก 3. ระบบการปลูก ระบบไฮโดรโปนิกส์มีหลายรูปแบบ เช่น NFT (Nutrient Film Technique) ให้น้ำผสมธาตุอาหารไหลผ่านรากเป็นชั้นบาง ๆ DFT (Deep Flow Technique) ให้สารละลายธาตุอาหารไหลหรือหมุนเวียนในรางที่มีระดับน้ำเหมาะสม ระบบน้ำลึก (Deep Water Culture) ให้รากพืชสัมผัสสารละลายธาตุอาหารโดยตรง ระบบวัสดุปลูก ใช้วัสดุ เช่น เพอร์ไลต์ เวอร์มิคูไลต์ หรือวัสดุอื่น ๆ ช่วยพยุงราก สำหรับผู้เริ่มต้น ควรเลือกระบบที่ดูแลรักษาง่ายและเหมาะสมกับงบประมาณและพื้นที่ 4. การจัดการน้ำและธาตุอาหาร หัวใจสำคัญของไฮโดรโปนิกส์คือ สารละลายธาตุอาหาร ซึ่งต้องมีธาตุอาหารที่จำเป็นต่อพืชอย่างเหมาะสม เช่น ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม และธาตุอาหารรองต่าง ๆ ควรตรวจสอบ ค่า pH และ EC ของสารละลายอย่างสม่ำเสมอ เพราะค่าเหล่านี้มีผลต่อการดูดธาตุอาหารของพืช โดยค่าที่เหมาะสมจะแตกต่างกันตามชนิดและระยะการเจริญเติบโตของพืช 5. การควบคุมแสงและอุณหภูมิ พืชต้องการแสงเพื่อสังเคราะห์แสง ควรจัดวางระบบปลูกในบริเวณที่ได้รับแสงเพียงพอ แต่ไม่ร้อนจัดจนทำให้พืชเกิดความเครียด นอกจากนี้ควรมีการระบายอากาศที่ดีเพื่อลดความร้อนและความชื้นสะสม 6. การดูแลรักษา ควรตรวจสอบระบบน้ำ ปั๊ม ท่อ และรางปลูกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการอุดตันหรือระบบหยุดทำงาน ควรกำจัดใบที่เน่าเสียและตรวจดูราก หากพบโรคหรือแมลงควรรีบแก้ไขโดยใช้วิธีที่เหมาะสม 7. การป้องกันโรคและแมลง แม้การปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์จะไม่ใช้ดิน แต่ยังสามารถพบโรคและแมลงได้ จึงควรรักษาความสะอาดของระบบปลูก ใช้น้ำที่สะอาด ตรวจสอบต้นกล้าก่อนนำเข้าสู่ระบบ และควบคุมสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม 8. การเก็บเกี่ยว ควรเก็บเกี่ยวเมื่อผักมีขนาดและอายุเหมาะสมกับชนิดพันธุ์ โดยใช้เครื่องมือที่สะอาด ลดการกระทบกระเทือนของต้นและใบ หลังเก็บเกี่ยวควรคัดแยก ล้างหรือทำความสะอาดตามความเหมาะสม และเก็บรักษาในสภาพที่ช่วยคงความสดของผัก 9. การคำนวณต้นทุนและการตลาด การปลูกเพื่อจำหน่ายควรบันทึกต้นทุน เช่น เมล็ดพันธุ์ ฟองน้ำ ธาตุอาหาร ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ ค่าแรง และค่าอุปกรณ์ต่าง ๆ จากนั้นวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เพื่อให้สามารถกำหนดราคาขายและคำนวณกำไรได้อย่างเหมาะสม 10. ประโยชน์ขององค์ความรู้ไฮโดรโปนิกส์ สามารถปลูกผักได้โดยไม่ต้องใช้ดิน เหมาะกับพื้นที่จำกัด สามารถควบคุมปัจจัยการเจริญเติบโตได้ ใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพเมื่อออกแบบระบบหมุนเวียนอย่างเหมาะสม สามารถวางแผนการผลิตและเก็บเกี่ยวได้ สามารถพัฒนาเป็นอาชีพและสร้างรายได้ เป็นแนวทางหนึ่งในการเรียนรู้เกษตรกรรมสมัยใหม่ สรุป องค์ความรู้การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ประกอบด้วย การเลือกพันธุ์ การเพาะกล้า การเลือกระบบปลูก การจัดการน้ำและธาตุอาหาร การควบคุม pH และ EC การจัดการแสงและอุณหภูมิ การป้องกันโรคและแมลง การเก็บเกี่ยว และการบริหารต้นทุนและการตลาด การนำความรู้เหล่านี้มาประยุกต์ใช้อย่างถูกต้องจะช่วยให้สามารถผลิตผักที่มีคุณภาพ ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และต่อยอดเป็นอาชีพได้อย่างยั่งยืน
สิ่งอำนวยความสะดวก
30
รองรับ (คน)
10
ที่จอดรถ (คัน)
1
ห้องน้ำ (จุด)
5
โต๊ะ (ตัว)
30
เก้าอี้ (ตัว)
ช่องทางการติดต่อ
ผู้ประสานงาน
นางแสงจันทร์ บุตสาทำ
เบอร์โทรศัพท์
LINE ID
-
TikTok
-
สแกนเลย!
QR Code
สแกน QR Code
เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติมผ่านมือถือ
http://yaso.dole.go.th/tmap/detail.php?id=58

สถานที่อื่นๆ ที่น่าสนใจ

ค้นพบและเรียนรู้สถานที่เพิ่มเติมในจังหวัดยโสธร